top of page

10 โรคร้าย! ที่แฝงมากับน้ำตาล

1. โรคเบาหวาน การกินหวานมากเกินไป ทำให้มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานที่เกิดจากการสร้างอินซูลินไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือร่างกายดื้อต่ออินซูลิน โดยเมื่อกินอาหารที่มีน้ำตาลสูงเป็นเวลานานก็เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เป็นเบาหวานได้ หากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาเพียงพอ

2. โรคอ้วน เมื่อกินหวาน กินน้ำตาลมากเกินความต้องการ ร่างกายจะเผาผลาญไม่หมด ทำให้น้ำตาลกลายเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกาย จนเกิดภาวะอ้วน เป็นโรคอ้วนได้

3. โรคผิวหนัง เมื่อเกิดภาวะอ้วนขึ้นจากการกินน้ำตาลมากเกินไป ทำให้ร่างกายมีโอกาสติดเชื้อราได้ง่าย มักพบบริเวณขาหนีบหรือรอยพับของผิวหนัง และอาจเกิดเส้นเลือดขอดตามแขนขาได้อีกด้วย รวมทั้งทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัยด้วย

 

4. โรคมะเร็ง เมื่อกินน้ำตาลมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะอ้วน ซึ่งความอ้วนมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในอวัยวะบางส่วนของร่างกาย เช่น มะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อลูกหมาก มะเร็งหลอดอาหาร หรือมะเร็งปอดในผู้ที่ไม่สุบบุหรี่ เป็นต้น

5. โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยจากความอ้วน และ น้ำตาลในเลือดสูงเพราะโรคเบาหวาน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงให้มีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้เช่นกัน

6. กระดูกพรุน เมื่อเป็นเบาหวานไม่ว่าจะชนิดใด ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงอยู่เป็นเวลานานจนเกิดผลเสียต่อร่างกายรวมถึงกระดูกด้วย ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงอย่างมากแม้ว่าความหนาแน่นของกระดูกอาจไม่ลดลง

7. ไขมันพอกตับ เกิดจากร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป จนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับ ซึ่งไขมันส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งมาจากอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และ น้ำตาล นั่นเอง

ของโรคความดันโลหิตอาจจะไม่แน่ชัด แต่น้ำหนักตัวเกินและภาวะอ้วน อาจทำให้เกิดความเสี่ยง เพราะโรคหลอดเลือดต่าง ๆ ที่ตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิด(8) โรคความดันโลหิต สูงตามมาได้

9. โรคซึมเศร้า มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่ทำการทดลองเรื่องระดับน้ำตาลกับภาวะซึมเศร้ากับหนู แสดงให้เห็นว่าการได้รับน้ำตาลในปริมาณที่เกินขนาด จะทำให้การผลิตโปรตีนที่ชื่อว่า BDNF ในสมองลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมระดับความเครียด และนำไปสู่ภาวะอารมณ์แปรปรวนขั้นรุนแรงได้

10. ฟันผุ น้ำตาลทรายเป็นน้ำตาลประเภทซูโครส เป็นน้ำตาลที่อันตรายที่สุดต่อฟัน เพราะเป็นน้ำตาลที่จุลินทรีย์ ซึ่งอยู่ในจุลินทรีย์ชอบมากที่สุด หากกินหวานมาก ๆ โดยไม่ดูแลช่องปากให้สะอาด โดยเฉพาะในเด็ก ๆ มีโอกาสเกิดฟันผุได้ง่ายมาก ซึ่งฟันผุนั้นหากไม่รักษาก็อาจส่งผลให้เกิดโรคเหงือกและช่องปากร้ายแรงตามมาได้

การทำอาหารแบบ
LIGHT & LOW
ไลท์ และ โล

-คำถาม
  อะไรคือการทำอาหารในรูปแบบ Light&Low


-คำตอบ
คือการทำอาหารขายให้กับลูกค้าแต่คำนึงถึงสุขภาพของลูกค้าที่มาจากส่วนผสมต่างๆในอาหาร ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยการลดปริมาณ เกลือ น้ำตาล น้ำมัน ไขมัน เพราะส่วนผสมหล่าวนี้ในระยะยาว จะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างรุนแรง หลายคนไม่ว่าจะทาง ร้าน หรือทางลูกค้า ยังไม่มีใครมองเห็นปัญหานี้อย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้ไม่ใช่ว่ากำลังจะเกิด มันเกิดขึ้นแล้ว และหลายชีวิตที่ต้องจบไปกับเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องได้ หมดทั้งกับค่ารักษาที่แพงและไม่หาย ได้แค่ยืดเวลาออกไป เพราะโรคต่างๆที่มาจากเครื่องปรุงอาหารนั้นถ้าได้เป็นแล้วมันทำให้คนที่ป่วยมีสุขภาพย่ำแย่มาก ยากกับการที่จะไปไหนมาไหน

จึงอยากยกประเด็นเรื่องนี้มาอีกครั้งเพราะว่าเมืองไทยเราเป็นโรคพวกนี้มาก อย่างหัวข้อข่าวนี้


 

 

 

 

 

 

 

 

-คำถาม
แล้วทางร้านหมูสะเต๊ะ "ฉัน" มี นโยบายอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้


-คำตอบ
ลดปริมาณ เกลือ น้ำตาล และน้ำมัน -40% ถึง -60% ไม่ใส่ผงชูรส หรือ สารเคมีอื่นๆ


 

"...แล้วร้านคุณล่ะครับ ? ? ? "

 ในประเทศไทยมีผู้ป่วยไตเรื้อรัง 11.6 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 1 แสนคนที่ต้องล้างไต
 

จากรายงานของ The United States Renal Data System (USRDS) พบว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคไตสูงที่สุด การป้องกันโรคไตเริ่มต้นง่ายๆ แค่ลดการบริโภคโซเดียม และเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้
 

คนไทยบริโภคโซเดียมมากถึง 3,635 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่า เกลือประมาณ 2 ช้อนชา สูงกว่าปริมาณที่แนะนำเกือบ 2 เท่า โซเดียมในอาหาร 90% มาจากเครื่องปรุงรสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซุปก้อน เกลือ กะปิ และผงชูรส รวมถึงอาหารสำเร็จรูปต่างๆ ก็ล้วนแต่มีโซเดียมสูงเช่นเดียวกัน

เกลือ

กินเค็ม โซเดียมสูง เสี่ยงโรคเรื้อรัง ความดันสูง หัวใจ อัมพาต


                  กินเค็ม เสี่ยงโรคไตและความดันสูง เครือข่ายลดบริโภคเค็ม เผยตัวเลขคนไทยกินเค็มกว่าปกติ 2-3 เท่า สตรีทฟู๊ดเค็มจัดโซเดียมเกินกว่า 1,500 มิลลิกรัมต่อถุง เป็นบ่อเกิดโรคไตและความดัน เร่งประสานผู้ประกอบการสร้างผลิต ภัณฑ์ อ่อนเค็ม ล่าสุดอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรับปากลดเค็มลง 5% ทุกสูตร ขณะที่ สสส.แนะควรเตรียมอาหารด้วยตนเองในบางมื้อ

สังเกตฉลากทางเลือกสุขภาพ ตัวเลือกผลิตภัณฑ์ลดเค็ม

งานวิจัยชี้อาหารสตรีทฟู้ด โซเดียมสูง

“จากการวิจัยปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารสตรีทฟู๊ด พบว่ากับข้าวและอาหารจานเดียวส่วนใหญ่มีโซเดียมเกินกว่า 1,500 มิลลิกรัมต่อถุงหรือกล่องที่จำหน่าย ซึ่งอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ

ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เราควรเตรียมอาหารด้วยตนเองในบางมื้อ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมมากเกินไป ทั้งนี้จากการทดลองเตรียมน้ำซุปใสที่เติมน้ำปลาที่ให้รสชาติกลมกล่อมเค็มพอดีนั้นจะใช้น้ำปลา 6 กรัมต่อน้ำซุป 200 ซีซีจะมีปริมาณโซเดียมเพียง 600 มิลลิกรัม จึงเป็นไปได้ที่ร้านค้าจะมีการใช้ ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชนิดก้อน/ผง ในปริมาณสูงเกินความจำเป็น

สถานการณ์ปัญหาสุขภาพของ คนไทยจากการบริโภคเค็ม (โซเดียม)

                                                             

(ปรมินทร์  เกิดโภคา)

                องค์การอนามัยโลก (WHO) เห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาระดับนานาประเทศ โดยประกาศให้ตระหนักถึงอัน ตรายของโลกอนาคตจากการกินอาหารที่มีโซเดียมสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา โดยภายใน 30 ปี มีเป้าหมายให้ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงลดลง 30% ให้ได้  จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2561 มีผู้ป่วยโรคไตถึง 8 ล้านคน

 

ร่างกายคนเรา ต้อง การโซเดียมประมาณวันละ 1500 มิลลิกรัม/วัน หรือเท่ากับเกลือประมาณ ¾ ช้อนชา เพื่อใช้สำหรับการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย แต่จากผลการสำรวจทั่วโลก พบว่าประชากรส่วนใหญ่มีการบริโภคโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย 2-3 เท่าตัว คือเฉลี่ยที่ 4,351.7 มก./วัน2  ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์อันตราย และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้แนวโน้มการบริโภคโซเดียมเพิ่มมากขึ้นไปอีกในอนาคต จากผลสำรวจพบว่าแหล่งที่มาของโซเดียมประมาณ 88% จะอยู่ในอาหารปรุงสำเร็จ เครื่องปรุง และอาหารสำเร็จรูป  ส่วนที่เหลือมาจากวัตถุดิบอาหารตามธรรมชาติ 12%

           องค์การอนามัยโลกขอความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ให้ร่วมรณรงค์ให้ประชากรบริโภคเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือ 5 กรัมต่อคนต่อวัน หรือโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เพื่อลดอัตราของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ และยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินการเพื่อลดการบริโภคโซเดียมในประชากร ดังนี้

  • การปรับเปลี่ยน/พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีปริมาณเกลือ/ โซเดียม ลดลง (Product reformulation)

  • การให้ความรู้และทำให้ผู้บริโภคตระหนักรู้ (Consumer awareness and education campaigns)

  • การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม (Environmental changes) ที่เอื้อต่อการเลือกอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ 

 

จึงมีข้อเสนอวิธีการปรับพฤติกรรมสำหรับการรับประทานเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมในแต่ละวันเกินดังนี้

  • ค่อยๆ ลดเกลือในอาหาร ปรับความชินของต่อมรับรส ถ้าลดเค็มมากเกินไปจะรู้สึกไม่อร่อย และล้มเหลวในที่สุด

  • “ชิม” ก่อนเติมเครื่องปรุง

  • เลือกกินอาหารสดเพิ่มขึ้น กินอาหารแปรรูปให้น้อยลง

  • ปรับพฤติกรรม ชอบจิ้ม ซีอิ๊ว น้ำปลา ซอส น้ำจิ้ม พริกเกลือ น้ำปลาหวาน อาจาด และ น้ำพริก

  • ลดการกินอาหารหมักดอง

  • เลี่ยงการกินอาหารรสจัด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้กินในปริมาณน้อยลง 

  • น้ำซุป น้ำแกง น้ำปรุงรส น้ำผัดผัก โซเดียมสูง ให้เลือกกินเฉพาะเนื้อและผัก

  • ใช้รสอื่นมาช่วยทดแทนรสเค็ม เช่น เปรี้ยว เผ็ด หรือ กลิ่นของเครื่องเทศ สมุนไพร

  • อ่านฉลากโภชนาการ เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ซึ่งบอกปริมาณโซเดียมในอาหารนั้น และแนะนำว่าควรแบ่งกินกี่ครั้ง 

  • ปรับพฤติกรรมการกิน ให้ลดการเติมเครื่องปรุงและการทานอาหารรสจัด ใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จะชอบอาหารที่รสอ่อนลงได้

 

ขณะนี้ประเทศไทยมีการจัดตั้งภาษีเครือข่ายลดเค็ม รณรงค์เพื่อลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายการบริโภคเกลือลง 1, 2 และ 3 กรัม ภายในปี 2559, 2562 และ 2565 และให้ภายในปี 2568 ประชาชนต้องบริโภคเกลือลดลง 30 % หรือไม่เกิน 7 กรัมต่อคนต่อวัน หรือบริโภคไม่เกิน 2,800 มิลลิกรัมต่อวัน ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO)

“ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค” ประโยค สั้น ๆ ที่มีความหมายกับคุณภาพชีวิตของคนไทย

561000008218101.jpg
110359_salt_less.jpg
e0b8a5e0b894e0b980e0b884e0b987e0b8a1-2.jpg
23794874_1542266855839865_6478104568448088314_n.jpg
เบาหวาน.jpg
10673-sugar-cause.jpg.webp

 

น้ำตาล

 

ที่ให้ความหวานกับเรา อาจจะไม่หวานอีกต่อไปหากได้รู้ถึง โทษของน้ำตาล เพราะในอาหารหวาน ๆ ที่เรากินกันเป็นประจำทุกวันทั้งอาหารคาวหวาน เครื่องดื่ม กลับมาทำร้ายสุขภาพของเราอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว

น้ำตาล ถือว่าเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ให้พลัง งาน กับร่างกาย เหมือนกินข้าว กินแป้ง น้ำตาลยังช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีบางชนิดในสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่น อารมณ์ดี และช่วยให้วงจรต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้น้ำตาลจะให้พลังงานกับร่าง กาย แต่ร่างกายต้องการเพียงน้อยนิดเท่านั้น เพราะหากได้รับน้ำตาลมากเกินไป จากประโยชน์อาจกลายเป็นโทษได้

โทษของน้ำตาล อันตรายอย่างไร?

โทษของน้ำตาล ทำให้อ้วน ถ้ากินน้ำตาลที่มากเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดจะเป็นพลังงานส่วนเกิน และเปลี่ยนเป็นไขมันเก็บสะสมในร่าง กายเป็นสาเหตุของ ภาวะอ้วน ซึ่งทำให้เกิดโรคเรื้อรังหลายๆโรคตามมา เช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ

 

ร่างกายติดเชื้อง่าย คนที่ชอบกินน้ำตาล กินหวานจัดบ่อย ๆ จะทำให้ระบบความสมดุลแร่ธาตุในร่างกายเสีย ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง ทำให้ติดเชื้อง่าย เจ็บป่วยง่าย

ทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อย ๆ ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อกินน้ำตาลเป็นเวลานาน จะทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น

– ร่างกายเซื่องซึม เมื่อกินน้ำตาลซูโครสมากเกินแทนที่จะสดชื่น แต่จะทำให้กรดอะมิโนที่มีชื่อว่า ทริปโตฟาน ถูกเร่งเข้าสู่สมองมากเกินไป ทำให้เสียสมดุลของฮอร์โมนในสมอง ผลที่ตามมาก็คือทำให้เกิดอาการเซื่องซึม เหนื่อย ไม่กระฉับกระเฉง ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เรียนไม่รู้เรื่อง

สาเหตุโรคเบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูง เลือดเป็นกรด ร่างกายไม่สมดุล ทำให้ตับอ่อนให้ผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพื่อที่จะได้เปลี่ยนระดับน้ำตาลให้กลายเป็นไกลโคเจน และไขมัน ทำให้ตับอ่อนล้าหรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคเบาหวาน

 

 

 

bottom of page